History of E-Class

BY IN article Comments Off on History of E-Class , , , , , , , , , ,

 

ประวัติของ BENZ  E-Class

 

รถเบ็นซ์ E Class ของ Mercedes Benz เป็นรถซีดานหรูหรา ภูมิฐาน ในแบบ Luxury Design ที่มีสมรรถนะยอดเยี่ยม เทคโนโลยีทันสมัย พรีเมี่ยม และเป็นรถหรูระดับกลาง รองจาก S Class ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด

โดยที่  E Class นั้นย่อมาจาก Einspritzung Class ซึ่งเป็นภาษาเยอรมัน แปลว่า รถยนต์ที่มีเครื่องยนต์แบบหัวฉีด  

ในยุคเริ่มแรกการออกแบบ ได้เน้นให้ผู้นั่งมีความสะดวกสบายมากที่สุดเพราะเป็นรถซีดานสำหรับผู้บริหาร แต่ยุคปัจจุบันเน้นความสะดวกสบายให้กับคนขับมากกว่าคนนั่ง

โฉมนี้เริ่มผลิตในปี 1935  แต่มาถูกเรียกว่า E Class ในปี 1984 เมื่อมีการเปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นเครื่องยนต์แบบหัวฉีด

จนปัจจุบัน รุ่น E Class ก็ถือกำเนิดมา 89 ปีแล้วซึ่งมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่า C Class มากทีเดียว

 

E Class W136 : Model Year 1935 – 1955

โมเดลนี้มีการผลิตเป็นเวลานานร่วม 20 ปี เลยทีเดียว ในช่วงแรกขายดีมาก แต่เริ่มผลิตไปได้ไม่นานแค่ 4 ปี ก็เกิดสงครามโลก ครั้งที่ 2  ทำให้หยุดการผลิตไปช่วงหนึ่ง แต่หลังสงครามโลกก็กลับมาผลิตอีกครั้ง

เนื่องด้วยโรงงานไม่ได้รับความเสียหายมากเท่าไร  บริษัทก็มีผลกระทบทางสภาวะเศรษฐกิจซบเซา แต่รถโมเดลนี้ก็ยังได้รับความนิยมและมีการผลิตต่อเนื่อง ทำให้บริษัทสามารถกอบกู้สภาวะเศรษฐกิจกลับมาได้อีกครั้งหนึ่ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

E Class W120 : Model Year 1953 – 1962

โมเดลนี้บริษัท ได้ผลิตให้ตัวถังหรือ Body มีขนาดเล็กลงอันเนื่องมาจากการที่เพิ่งฟื้นจากสภาวะซบเซาทางเศรษฐกิจ  คนส่วนใหญก็เกิดความเข้าใจว่าเป็นรถขนาดเล็ก แต่จริงๆ แล้วเป็นรถซีดานขนาดกลางของบริษัท และการออกแบบตัวถังยังไปมีความคล้ายคลึงกับ W180 S Class อีกด้วย

นอกจากนี้ในปี 1956-1961  ทางบริษัทก็ได้มีการผลิต W121 ควบคู่ไปด้วย ซึ่งเป็นรถฝาแฝด เพราะมีสเปคที่คล้ายกัน  โดย W120 มีเครื่องยนต์ 1,800cc และ W121 มีเครื่องยนต์ 1,900cc  แถมยังไปคล้ายกับ W128 S Class อีกด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

E Class W110 : Model Year 1961 – 1968

โมเดลนี้ได้รับการออกแบบให้แบนมากขึ้น เพรียวบาง และมีครีบข้าง ที่กระโปรงหลังรถ  จึงมีฉายาว่า  Fintail นั่นเอง

โดยโมเดลนี้มีผลิตเป็นระยะเวลาแค่ 7 ปี ซึ่งสั้นกว่าโมเดลก่อนๆ มากทีเดียว

 

 

 

 

 

 

 

 

E Class W114 : Model Year 1968 – 1976

โมเดลนี้มีความพิเศษกว่าโมเดลอื่น เนื่องด้วยมีดีไซเนอร์ หรือ นักออกแบบชาวฝรั่งเศสเป็นคนออกแบบรถรุ่นนี้ขึ้นมา และยังเป็นผู้ออกแบบรถเปิดประทุนรุ่น SL W113 ด้วย  

รถรุ่นนี้มีฉายาว่า ตาตั๊กแตน เพราะรูปร่างของตัวรถนั่นเอง  โดยรถรุ่นนี้จะผลิตควบคู่ไปกับ W115

W114 จะเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบแถวเรียง แต่ W115 จะเป็นเบนซิน 4 สูบแถวเรียง แต่มีรุ่น 5 สูบ  6 สูบ และเครื่องดีเซล ด้วย

รถรุ่นนี้ถูกโปรโมทว่าเป็นรถ New Generation แห่งยุคเลยทีเดียว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

E Class W123 : Model Year 1976 – 1985

โมเดลนี้จัดได้ว่าเป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จที่สุด เพราะขายไปได้ถึง 2.7ล้านคัน  ในช่วงเวลา 9 ปี  เพราะมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น ทันสมัย โมเดิร์นดีไซน์ที่สุดในยุคนั้น  และเริ่มมีการใช้เครื่องยนต์แบบหัวฉีด  คู่ไปกับเครื่องยนต์แบบคาบูเรเตอร์   โดยหัวฉีดยุคนั้นมีข้อดีคือประหยัดน้ำมันนั่นเอง  แต่อยู่ในยุคเริ่มแรกคนไม่ค่อยสนใจ จนตอนหลังมีความเข้าใจมากขึ้น  จึงเริ่มขายดีมากขึ้นในเวลาต่อมา 

สำหรับรุ่นนี้ แอดมิน ขอบอกว่าโคตรจะคลาสสิคเลยครับ แต่ทุกวันนี้หาสภาพดีๆ ยากมาก  หากมี ก็จะราคาแพงยับเลยทีเดียว ใครหาได้บอก แอดมิน ด้วยนะครับ 🙂 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

E Class W124 : Model Year 1984 – 1995

นี่คือโฉม ที่เรียกได้ว่า เป็นที่ฮือฮาในบ้านเรามากที่สุด เพราะคนไทย เรียกรุ่นนี้ว่า โลงจำปา  โดยเป็นมุขที่พูดกันในหมู่นักเลงรถชาวไทย ว่า วิศวกรเยอรมันได้แรงบันดาลใจมาจากโลงจำปา ของคนจีนนั่นเอง 😉

โดยรถรุ่นนี้มีการใช้ชื่อเรียกว่า  E Class เป็นทางการ  และทางบริษัท ได้คิดค้นคำใหม่ขึ้นมาให้สอดคล้องกับคำว่า E นั่นก็คือ Elegance หรือ ความเท่ ความโก้ นั่นเอง

ในไทยรถรุ่นนี้ยังมีวิ่งอีกมากมายในท้องตลาด เนื่องด้วยความที่คงทน ทั้งระบบช่วงล่าง เครื่องยนต์ และในห้องโดยสาร   พวกนักอนุรักษ์รถเก่า และรถคลาสสิคนิยมซื้อเก็บในโรงรถมากมาย

 

E Class W210 : Model Year 1995-2002

รถยุคนี้เป็นยุคมิลเลนเนี่ยม หรือ ยุคข้ามปี 2000  วิศวกรเยอรมันจึงพยายามมีการออกแบบให้ดูโมเดิร์นขึ้น จึงเพิ่มความโค้งมน และกลม แบบรถยุคอนาคตให้กับรถโฉมนี้  จึงได้รับ ฉายา ว่า ตากลม  และเริ่มมีการใช้ระบบถุงลม ที่ข้างประตูเป็นรุ่นแรก  และมีการ Minor change ในปี 1998

 

 

 

 

 

 

 

 

E Class W211 : Model Year 2002-2009

โมเดลนี้เป็นโฉมที่ แอดมิน ขอบอกว่า ชื่นชอบเป็นการส่วนตัว ทุกวันนี้ยังอยากหา และซื้อเก็บไว้สักคัน  😉 แต่ต้องเป็นรุ่นที่ FL แล้ว  เพราะไม่มี SBC ที่มักมีปัญหาเสียง่าย และหาอะไหล่ทดแทนยากมาก ถ้าเบิกศูนย์คงล่มจมกันไปข้างหนึ่ง  บอดี้โฉมนี้มีความโฉบเฉี่ยวและส่วนผสมกับคลาสสิคเพราะมีไฟกลมแบบรุ่น W210 

ในบ้านเรา นิยมเรียกว่า เบ็นซ์ ตาเฉียง และ หน้าธนู ที่มีการเปลี่ยนกระจังหน้า (FL)   โดยโฉมนี้ มีแบบ 4 และ 5 ประตู มีทั้งเบนซิล คอมเพรสเซอร์ และดีเซล (CDI) ด้วย


 

 

 

 

 

 

 

E Class W212 : Model Year 2009 – 2016

โมเดลนี้เป็นโฉม ที่่มีใช้กันแพร่หลายมากในบานเรา โดยมีทั้งรุ่น 4 ตา (PreFL) และ 2 ตา (FL) 

โดยรุ่นนี้ได้เปิดตัวในอเมริกาปี 2009 และเริ่มขายที่ยุโรปก่อน  โดยมีให้เลือกหลายแบบทั้ง 2, 4, 5 ประตู และ 2 ประตูเปิดประทุน  

ในไทยมีจำหน่ายทั้งรุ่นที่เป็นเบนซิลเครื่อง M271/NGT รุ่น E200 220 250 , ดีเซล (CDI) เครื่อง OM651 ุ รุ่น 220 250 และ AMG

ปี 2013 มีการ Face Lift เพิ่มความสปอร์ตมากขึ้นมีไฟหน้าเป็นเส้น LED และมีการปรับไฟท้ายเป็นแบบ LED ด้วย  พร้อมเทคโนโลยีสมัยใหม่มากขึ้น เช่น Eco Start Stop , Lane Keeping , Parking Assist , Blind Spot Detection เป็นต้น  รุ่นที่ขายในไทยมีทั้งตัวนำเข้าจาก Grey Market (PreFL จะมีไฟ DRL โค้ง) และรถศูนย์  (ไฟ DRL ตรง หรือ กลม) โดยมีออพชั่นให้เลือกมากมายตามความต้องการ

 

 

 

 

 

 

 

E Class W213 : Model Year 2016 – 2023

โฉมนี้ มีการออกแบบที่ทันสมัยมากขึ้น  สปอร์ตมากขึ้น โฉบฉี่ยวมากขึ้น  ตรงใจกับคนยุคใหม่   

รูปลักษณ์ภายนอก มีความคล้ายคลึงกับ C Class W205  แต่มีความใหญ่กว่าเท่านั้น  

ภายในมีไฟ Ambient Light ที่ปรับสีและเฉดได้  พร้อมกับ ช่องแอร์แบบวงกลม ที่ปรับด้วยมือ 

มีหน้าจอ LED แบบยาว เน้น Entertainment มากขึ้น  มีการออกแบบภายในที่หรูหรา และโอ่โถ่ง สง่างาม

มีระบบ Hybrid ด้วย เพื่อลดการใช้พลังงานน้ำมัน แต่ในบ้านเราปัจจุบัน เป็นที่นิยมรุ่น E220D ที่เป็นดีเซล เพราะประหยัดกว่า และซ่อมบำรุงถูกกว่านั่นเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

Source : Wikipedia

Share Button

Comments are closed.